เหตุผลที่ ฟีร์มิโน่ มีประโยชน์กว่า เคน

ปก26 - 1

ฤดูกาล 2017/18 เป็นของ โม ซาลาห์ ฤดูกาล 208/19 เป็นของ เฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ และฤดูกาล 2019/20 อาจเป็นของ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ ที่ได้รับคำชมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากกองหน้าตัวพักบอลสู่ดาวยิงที่ครบเครื่องและน่าจะดีที่สุดใน พรีเมียร์ลีก ขณะนี้ ดีกว่า แฮร์รี่ เคน ดาวยิงดีกรีทีมชาติอังกฤษด้วยเหตุผลเดียวคือสถิติ สถิติ และ สถิติ

อาจฟังดูใจร้ายไปสักหน่อยที่นำตัวเลขมาตัดสินว่าใครดีหรือไม่ดี แต่สถิติเหล่านี้ไม่ใช่แค่จำนวนการยิงประตูกี่ลูก แต่เป็นค่าเฉลี่ยที่จะทำให้เห็นภาพกว้างได้มากขึ้น ซึ่งต้องออกตัวก่อนว่า บทความนี้เขียนขึ้นก่อน ลิเวอร์พูล จะเปิดบ้านต้อนรับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และรายชื่อก็ออกมาแล้วว่าทั้งสองคือตัวจริง แค่การคิกออฟยังไม่เริ่ม แต่จะเป็นอย่างไร ก็ไม่เปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่า ฟีร์มิโน่ อาจจะครบเครื่องและมีประโยชน์มากกว่า เคน

ฟีร์มิโน่ และ เคน สวมเสื้อเบอร์ 9 เหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกัน

Firmino and Harry Kane - 2

ปี 2019 คงไม่ใช่ยุคที่เราจะเชื่อภาพลวงตาที่ว่ากองหน้าต้องแข็งแกร่ง เก่งลูกกลางอากาศ เล่นบอลด้วยเท้ารวดเร็ว เพราะการอยู่ถูกที่ ถูกเวลา ในระบบที่เหมาะสมต่างหากที่ทำให้ดาวยิงทั้งคู่แสดงศักยภาพที่แท้จริงออกมา

ฟีร์มิโน่ เข้ามาในปี 2015 พร้อมๆ กับ คริสติย็อง เบนเตเก้ ในช่วงเวลาที่สโมสรกำลังมองหาตัวแทนของ หลุยส์ ซัวเรซ และ เบนเตเก้ คือคนที่ได้รับความสำคัญมากกว่า แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปในเวลาอันสั้น เมื่อ เจอร์เก้น คล็อปป์ เข้ามาแทนที่ เขาต้องการใครสักคนที่เป็นคนตรงกลาง ต้องการกาวประสานในแนวรุก ที่ซึ่ง โม ซาลาห์ มีความเร็ววูบวาบ ส่วงน ซาดิโอ มาเน่ แข็งแกร่ง แม่นยำ ตอนนั้นฟีร์มิโน่ไม่มีอะไรชัดเจน ไม่ใช่กองหน้าที่ยิง 20-30 ประตู วิ่งไม่เร็วมาก ร่างกายไม่แข็งแกร่ง และโดนค่อนขอดอยู่เป็นปี

สถิติในช่วงเวลาเดียวกันที่น่าสนใจโดย OPTA ที่นับช่วงเวลาตั้งแต่ฤดูกาล 2017/18 เป็นต้นมา ฟีร์มิโน่ ลงเล่น 116 เกม ยิงได้ 46 ประตู เฉลี่ย 190.17 นาทีต่อประตู ส่วน เคน 100 เกม 74 ประตู เฉลี่ย 113.09 นาทีต่อประตู แต่มันไม่จบเท่านั้น เพราะดาวยิงบราซิเลี่ยน ได้ง้างเท้ายิงเพียง 267 ครั้ง น้อยกว่า เคน ที่พยายามยิง 417 ครั้ง และในเกมที่เขายิงได้ 74 เกมชนะ คิดเป็น 64 เปอร์เซ็นต์มากกว่า เคนที่ชนะ 56 เกมหรือ 56 เปอร์เซ็นต์

ตลอดเวลา 5 ฤดูกาล เคนยิง 31, 28, 35, 41 และ 24 ประตู รวมทุกรายการ นั่นทำให้เขาสามารถเทียบกับ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้หรือเมาโร อิคาร์ดี้ ได้เลย แต่เขาใช้โอกาสมากไปนิดควรได้ประสิทธิผลมากกว่านี้

ด้วยความถนัดที่อาจแตกต่างกันเคนคือกองหน้าตัวเป้าชัดเจนมาแต่ไหนแต่ไร ขณะที่ฟีร์มิโน่ไม่ชัดเจน แต่ก็น่าชื่นชมที่เขายอมปรับตัวและปรับบทบาทของตัวเอง นั่นทำให้เขาจ่ายบอลมากถึง 30 ครั้ง สร้างโอกาส 171 ครั้ง ผ่านบอลสำเร็จ 76.85 เปอร์เซ็นต์ และสัมผัสบอลรวมกันทั้งหมด 5,546 ครั้ง

บทบาทที่แตกต่างระหว่างคนกลางกับหัวหอกเคนจึงจ่ายบอลให้เพื่อนเข้าทำแค่ 11 ครั้งสร้างโอกาส 103 ครั้งผ่านบอลสำเร็จ 72.9 เปอร์เซ็นต์ และสัมผัสบอลรวมกันทั้งหมด 3,502 ครั้ง

การไม่ใช่ที่พึ่งเดียวของทีมแบบที่ฟีร์มิโน่เป็นทำให้เขาไม่จำเป็นต้องกดดันตัวเองมากเท่า เคน การมีส่วนร่วมของเขามองได้หลายมุม เคน มีโอกาสมาก ใช้โอกาสเปลือง แต่นั่นเป็นเพราะภาวะความกดดันในฐานะตัวความหวังของทีมก็มีมาก ซึ่งบางครั้งเขาไม่รู้จะแบ่งเบามันให้กับใคร แต่สำหรับ ฟีร์มิโน่ ที่โดนต่อว่ามาตลอดช่วง 1-2 ฤดูแรกที่มาร่วมทัพทำให้เขาเล่นแบบไม่มีอะไรจะเสีย และพัฒนามาเป็นลำดับ ที่น่าสนใจก็คือ เขาสามารถยิงประตูได้ด้วยในบางวันที่ ซาลาห์ และ มาเน่ ฝืดหรือไม่ได้ลงสนาม

สำหรับตำแหน่งกองหน้าเคน ควรจะเข้าถึงกรอบเขตโทษคู่แข่งให้มาก แต่เขาสัมผัสบอลในเขต 18 หลาของฝ่ายตรงข้าม 579 ครั้ง น้อยกว่า ฟีร์มิโน่ ที่ทำได้ถึง 621 ครั้ง

แต่เคนก็สามารถทำหน้าที่เดียวกับฟีร์มิโน่ได้ อย่างในเกมทีมชาติอังกฤษที่มีปีกจี๊ดๆ 2 ข้างอย่าง ราฮีม สเตอร์ลิ่ง และ มาร์คัส แรชฟอร์ด เขาจ่ายบอลให้เพื่อน และเชื่อมเกมได้อย่างดี เพียงแต่ที่ ท็อตแน่ม เขาไม่ค่อยเป็นเช่นนั้น

สถิติสุดท้ายคือการดวลกันจังๆ เมื่อไม่มีบอล ว่ากันด้วยเรื่องรูปร่างฟีร์มิโน่ไม่ได้มีส่วนสูง 190 ซม. ร่างกายไม่ใหญ่ ไม่หนา แต่ความขยันได้ดั่งใจ เขาเข้าแท็คเกิ้ลคู่แข่ง 148 ครั้ง สำเร็จ 75 เปอร์เซ็นต์ และยังแย่งบอลฝ่ายตรงข้ามได้ 35 ครั้ง ดวลตัวต่อตัวสำเร็จ 36.64 เปอร์เซ็นต์

ย้ำอีกครั้งว่า ตัวเลขทั้งหมดเกิดขึ้นก่อน ลิเวอร์พูล และ ท็อตแน่ม จะคิกออฟ แต่การขยับเปลี่ยนแปลงจากเกม 1 นัดก็คงไม่ทำให้ความจริงเกี่ยวกับแนวรุกทั้งสองรายเปลี่ยนไป

ดาวยิงอังกฤษอยู่ในตำแหน่งที่อาจไม่ต้องเข้าปะทะ เขาจึงแท็คเกิ้ลกับคู่แข่งเพียง 44 ครั้ง สำเร็จ 65.91 เปอร์เซ็นต์ และแย่งบอลเพียง 13 ครั้ง สิ่งเดียวที่เขายอดเยี่ยมกว่า ฟีร์มิโน่ คือการดวลตัวต่อตัวสำเร็จ 42.47 เปอร์เซ็นต์

ตัวเลขเหล่านี้บอกได้ชัดเจนว่า ฟีร์มิโน่ มีความพยายามในการช่วยเกมรับมากกว่า หรืออาจโดนสั่งให้ลงมาช่วยมากกว่า แต่ เคน อาจไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น หรือจะช่วยเมื่อจำเป็นจริงๆ เช่นลงไปอุดตอนท้ายเกม

มาถึงตรงนี้ บางคนอาจรู้สึกว่าใจร้ายที่จะบอกว่าเคนสู้ ฟีร์มิโน่ ไม่ได้หรือไม่มีประโยชน์มากเท่า อะไรก็ตามแต่ตัวเลขไม่เคยโกหก ด้วยแท็คติกที่ใกล้เคียงกัน เน้นเกมบุก พยายามครองบอล เล่นสวยงาม เป็นทีมระดับท็อป อันดับอยู่ไม่ห่างกันมาก แต่อาจจะห่างกว่าซีซั่นอื่นๆ ที่ผ่านมา และถ้าสมมติว่า ลิเวอร์พูล ได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่ ฟีร์มิโน่ จะได้รางวัลส่วนตัวติดไม้ติดมือ โดยไม่ต้องเป็นดาวซัลโว